
- โรคนอนกรนในเด็ก ภัยเงียบที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
- โรคนอนกรนในเด็กคืออะไร?
- ช่วงอายุที่พบนอนกรนในเด็ก
- สาเหตุของโรคนอนกรนในเด็ก
- อาการที่พ่อแม่ควรสังเกต
- ผลกระทบของโรคนอนกรนในเด็ก
- วิธีการดูแลและป้องกันลูกจากโรคนอนกรน
- ทางเลือกการรักษาโรคนอนกรนในเด็ก ที่ VitalSleep Clinic
โรคนอนกรนในเด็ก ภัยเงียบที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
การได้เห็นลูกหลับสนิทในยามค่ำคืนเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่รู้สึกอุ่นใจที่สุด แต่ถ้าลูกนอนหายใจเสียงดังหรือลูกนอนหายใจติดขัด สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเด็กนอนกรนเป็นภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
โรคนอนกรนในเด็กคืออะไร?
โรคนอนกรนในเด็ก (Pediatric Obstructive Sleep Apnea หรือ POSA) เป็นภาวะที่เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้นในขณะนอนหลับ ทำให้เกิดการหายใจลำบากหรือหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ อาการนี้พบได้ในเด็กทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก นอนกรนที่มีต่อมทอนซิล (Tonsil) หรือต่อมอะดีนอยด์โต (Adenoid Hypertrophy) หรือในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน (Pediatric Obesity and Overweight)
งานวิจัย “Effect of adenoids and tonsil tissue on pediatric obstructive sleep apnea” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลของเนื้อทอนซิลและอะดีนอยด์ต่อ OSA ในเด็ก JCSM
อาการของเด็กนอนกรนมักไม่ใช่แค่เสียงกรนธรรมดา แต่ยังรวมถึงอาการลูกหยุดหายใจขณะหลับ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและพฤติกรรมของเด็กในระยะยาว หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม
ช่วงอายุที่พบนอนกรนในเด็ก
อาการนอนกรนในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงช่วงวัยรุ่น แต่ช่วงอายุที่พบบ่อยที่สุดคือระหว่าง 2-8 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ขยายตัวมากที่สุด ส่งผลให้ทางเดินหายใจแคบลง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กนอนกรนหรือมีภาวะลูกหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA)
สาเหตุของโรคนอนกรนในเด็ก
- ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต
ต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ที่มีขนาดใหญ่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้นในเด็ก อาการนี้พบได้บ่อยในเด็กเล็ก นอนกรนและมักเป็นสาเหตุของเสียงกรนหรือการหยุดหายใจขณะหลับ - ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน (Pediatric Obesity and Overweight)
เด็กที่มีน้ำหนักตัวเกินมักมีไขมันสะสมบริเวณลำคอมากขึ้น ส่งผลให้ทางเดินหายใจแคบลงและทำให้เกิดเสียงกรนในขณะนอนหลับ - โครงสร้างของใบหน้าและขากรรไกร
โครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ เช่น ขากรรไกรเล็กหรือทางเดินหายใจแคบ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนอนกรนในเด็กได้ - ปัจจัยทางพันธุกรรม
เด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ก็จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะนอนกรนในเด็ก - ปัญหาทางเดินหายใจส่วนบน
ภูมิแพ้หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอาจทำให้ทางเดินหายใจอุดตันชั่วคราวและส่งผลให้เกิดเสียงกรนในขณะนอนหลับได้
อาการที่พ่อแม่ควรสังเกต
- ภาวะลูกนอนกรนเสียงดังและมีเสียงคล้ายเสียงหวีดขณะหายใจ
หากลูกนอนหายใจเสียงดังผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงหวีดในลมหายใจ แสดงว่าทางเดินหายใจอาจมีการอุดกั้นบางส่วนอยู่ ควรเข้ามาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น - ลูกหยุดหายใจขณะหลับ มีช่วงที่การหายใจขาดหายไปชั่วครู่ อาจทำให้ลูกสะดุ้งตื่น
การหยุดหายใจเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในระหว่างการนอนหลับอาจสังเกตได้จากการที่ลูกสะดุ้งตื่นหรือการหายใจแรงหลังจากช่วงที่หยุดหายใจ อาการนี้ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยทันทีจากแพทย์เฉพาะทางเพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- ลูกนอนหายใจติดขัดหรือมีอาการลูกหายใจทางปากขณะนอนหลับ
การลูกหายใจทางปากเป็นสัญญาณว่าทางเดินหายใจทางจมูกอาจถูกปิดกั้น หรือกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างทางเดินหายใจ เช่น ต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต อาจกระทบต่อการนอนหลับในระยะยาว - พฤติกรรมระหว่างวันเปลี่ยนไป
เด็กที่มีปัญหาการนอนหลับมักมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในระหว่างวัน เช่น หงุดหงิดง่าย ขี้อารมณ์เสีย ขาดสมาธิ หรือมีพฤติกรรมที่ดูเหมือนสมาธิสั้น อาการเหล่านี้เกิดจากการที่สมองไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเพียงพอในตอนที่นอนหลับ - การเรียนไม่ทันเพื่อน เพราะสมองไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอในช่วงกลางคืน
การหยุดหายใจหรือทางเดินหายใจถูกปิดกั้นในขณะหลับ ส่งผลให้สมองได้รับออกซิเจนน้อยลง จึงทำให้มีปัญหาด้านการเรียนรู้และจดจำ ตามไม่ทันเพื่อนในชั้นเรียน - ลูกเหนื่อยง่ายผิดปกติ แม้ว่าจะไม่ได้ออกกำลังกายหนัก
ความเหนื่อยล้าในเด็กอาจไม่ได้เกิดจากการทำกิจกรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นผลจากการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ ส่งผลให้พลังงานของร่างกายไม่เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน
ผลกระทบของโรคนอนกรนในเด็ก
โรคนอนกรนในเด็กอาจดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถส่งผลกระทบรุนแรงในหลายด้าน เช่น
- ผลกระทบต่อพัฒนาการร่างกาย
- การนอนหลับที่ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตของเด็ก
- ภาวะลูกนอนกรน ส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกายช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน
- ผลกระทบต่อสมองและการเรียนรู้
- ถ้าสมองไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ ก็จะทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่
- เด็กอาจมีปัญหาด้านความจำ สมาธิสั้นหรือเรียนรู้ช้ากว่าเพื่อนคนอื่น
- ผลกระทบด้านอารมณ์และพฤติกรรม
- เด็กที่นอนกรนมักมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ขาดความอดทน และมีพฤติกรรมก้าวร้าว
- ในบางครั้งก็อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวและการเข้าสังคม
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- หากไม่ได้รับการรักษาเด็กอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือปัญหาหัวใจในระยะยาว
วิธีการดูแลและป้องกันลูกจากโรคนอนกรน
สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่าลูกมีอาการนอนกรน ลูกหยุดหายใจขณะหลับ หรือลูกนอนหายใจติดขัด ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยและหาทางรักษาตามลำดับ
- ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการนอน
- ให้ลูกนอนในห้องที่สะอาด ไม่มีฝุ่นหรือสารก่อภูมิแพ้
- ใช้หมอนที่ช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง
- ควบคุมน้ำหนักของลูก สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงของโรคเด็กนอนกรน
- ส่งเสริมพฤติกรรมการนอนที่ดี
- กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการให้เด็กดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนนอน
- ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อการรักษา
- การผ่าตัดต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์ ถ้าเป็นสาเหตุของการอุดกั้นทางเดินหายใจ
- การใช้เครื่องช่วยหายใจในบางกรณี เช่น เครื่องช่วยหายใจ CPAP (Continuous Positive Airway Pressure)

ทางเลือกการรักษาโรคนอนกรนในเด็ก ที่ VitalSleep Clinic
- การทำกายภาพบำบัดทางเดินหายใจ Myofunctional Therapy
การฝึกกล้ามเนื้อบริเวณปากและลำคอผ่านเทคนิคเฉพาะ ช่วยปรับการทำงานของกล้ามเนื้อในทางเดินหายใจ เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการนอนกรนและปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับในเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นเหตุ - Breastfeeding Tongue-Tie Release การผ่าตัดเล็กแก้ปัญหาลิ้นติด
สำหรับเด็กเล็กที่มีปัญหาลิ้นติด (Tongue-Tie) กระทบต่อการหายใจและการนอนหลับ แก้ไขปัญหาด้วยการผ่าตัดเล็กแบบปลอดภัย ช่วยให้สามารถเคลื่อนไหวลิ้นได้เต็มที่ ลดปัญหาการอุดกั้นในทางเดินหายใจ และช่วยให้การหายใจและการนอนหลับมีคุณภาพดีขึ้น - RPE/TPA Therapy อุปกรณ์ขยายและรักษาความกว้างของเพดานปาก
การขยายและรักษาความกว้างเพดานปากด้วยเครื่องมือทันตกรรม เช่น RPE (Rapid Palatal Expander) หรือ TPA (Transpalatal Arch) เพื่อเพิ่มพื้นที่ในทางเดินหายใจของเด็ก เทคนิคนี้ช่วยแก้ปัญหาการอุดกั้นของทางเดินหายใจที่เป็นสาเหตุของเด็กนอนกรน ยังส่งผลดีต่อการพัฒนาทางทันตกรรมในระยะยาว
สรุป
“โรคนอนกรนในเด็ก” อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วมันส่งผลกระทบต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกอย่างมาก การใส่ใจและสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิดคือสิ่งสำคัญ พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหากพบอาการผิดปกติ เพื่อให้ลูกได้รับการรักษาที่เหมาะสมและเพิ่มคุณภาพการนอนหลับในทุก ๆ คืน เพราะสุขภาพของลูกคือสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับพ่อแม่
