ตรวจทานโดย ทพ. ดร. อมรพงษ์ วชิรมน ทันตแพทย์ด้านเวชศาสตร์การนอนหลับทางทันตกรรม (Dental Sleep Medicine), Diplomate, American Board of Dental Sleep Medicine · ปรับปรุงล่าสุด: 2 ตุลาคม 2569
คำตอบสั้น: ในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักช่วยลดอาการนอนกรนและความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ได้ งานวิจัยติดตามระยะยาวพบว่าน้ำหนักที่ลดลง 10% สัมพันธ์กับค่า AHI (จำนวนครั้งที่หยุดหายใจหรือหายใจแผ่วต่อชั่วโมง) ที่ลดลงประมาณ 26% แต่น้ำหนักไม่ใช่สาเหตุเดียวของการกรน จึงควรตรวจหาสาเหตุและระดับความรุนแรงก่อนเริ่มรักษา
ทำไมคนอ้วนถึงนอนกรนและเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ
เสียงกรนเกิดจากเนื้อเยื่อในช่องคอสั่นขณะลมหายใจผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง ถ้าทางเดินหายใจแคบมากจนปิดลงเป็นช่วง ๆ จะกลายเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
ในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ไขมันที่สะสมบริเวณลำคอ โคนลิ้น และรอบช่องคอ ทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัวขณะหลับ ทางเดินหายใจจึงยุบตัวได้ง่ายขึ้น ไขมันบริเวณหน้าท้องยังทำให้ปริมาตรปอดขณะนอนลดลง ทางเดินหายใจจึงไม่ถูกดึงให้เปิดกว้างเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม คนที่ไม่อ้วนก็นอนกรนได้ เช่น ผู้ที่มีขากรรไกรเล็กหรือถอยหลัง ลิ้นตกไปด้านหลังขณะหลับ ต่อมทอนซิลโต หรือมีปัญหาในโพรงจมูก ในกลุ่มนี้การลดน้ำหนักจะช่วยได้น้อย และต้องรักษาที่สาเหตุนั้นโดยตรง
ลดน้ำหนักเท่าไหร่ ถึงเห็นผล
ข้อมูลจากงานวิจัยหลักมีดังนี้
| งานวิจัย | กลุ่มที่ศึกษา | ผลที่พบ |
|---|---|---|
| Peppard และคณะ, JAMA (2000) | ผู้ใหญ่ 690 คน ติดตาม 4 ปี | น้ำหนักลด 10% สัมพันธ์กับค่า AHI ลดลงประมาณ 26% ส่วนน้ำหนักเพิ่ม 10% สัมพันธ์กับค่า AHI เพิ่มขึ้นประมาณ 32% |
| MIMOSA, J Clin Sleep Med (2022) | ผู้ป่วย OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงที่มีน้ำหนักเกิน 180 คน ใช้ CPAP ร่วมด้วยทุกคน ติดตาม 6 เดือน | ลดน้ำหนักได้น้อยกว่า 5% ค่า AHI ลดลงประมาณ 12% ลดได้ 5–10% ลดลงประมาณ 38% และลดได้มากกว่า 10% ลดลงประมาณ 49% (ค่ามัธยฐาน) |
สรุปคือ การลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 5% และถ้าเป็นไปได้ 10% ของน้ำหนักตัว มีแนวโน้มช่วยได้ชัดเจน เช่น ผู้ที่หนัก 90 กิโลกรัม เป้าหมายคือลดลงประมาณ 4.5–9 กิโลกรัม
เมื่อคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วยังลดน้ำหนักไม่ได้
การปรับอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนให้พอ ยังเป็นพื้นฐานของการลดน้ำหนักเสมอ (อ่านเพิ่มเติม: ฟื้นคุณภาพการนอนด้วยการลดน้ำหนัก) แต่หลายคนลดน้ำหนักด้วยตัวเองได้ยาก ส่วนหนึ่งเพราะการนอนไม่มีคุณภาพจากการกรนและหยุดหายใจ ทำให้ฮอร์โมนควบคุมความหิวแปรปรวน รู้สึกหิวและอยากของหวานมากขึ้น จนกลายเป็นวงจรที่น้ำหนักเพิ่ม การกรนก็แย่ลง
ในกรณีนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาช่วยลดน้ำหนักร่วมกับการปรับพฤติกรรม ยาที่มีงานวิจัยในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจขณะหลับโดยตรงคือ tirzepatide ซึ่งเป็นยาฉีดที่ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมน GIP และ GLP-1 ช่วยลดความอยากอาหารและทำให้อิ่มนานขึ้น เป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายและติดตามผลโดยแพทย์เท่านั้น
งานวิจัยบอกอะไร
งานวิจัย SURMOUNT-OSA ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ปี 2024 ศึกษาในผู้ใหญ่ที่เป็น OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงร่วมกับภาวะอ้วน (BMI เฉลี่ยประมาณ 39) เป็นเวลา 52 สัปดาห์ เทียบกับยาหลอก
- กลุ่มที่ไม่ได้ใช้ CPAP: ค่า AHI ลดลงเฉลี่ย 25.3 ครั้งต่อชั่วโมง เทียบกับ 5.3 ครั้งต่อชั่วโมงในกลุ่มยาหลอก (ค่าตั้งต้นเฉลี่ยประมาณ 51.5)
- กลุ่มที่ใช้ CPAP อยู่แล้ว: ค่า AHI ลดลงเฉลี่ย 29.3 ครั้งต่อชั่วโมง เทียบกับ 5.5 ครั้งต่อชั่วโมงในกลุ่มยาหลอก (ค่าตั้งต้นเฉลี่ยประมาณ 49.5)
- ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคืออาการทางระบบทางเดินอาหาร ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- งานวิจัยนี้ได้รับทุนจากบริษัทผู้ผลิตยา
ในเดือนธันวาคม 2024 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA) อนุมัติ tirzepatide สำหรับรักษา OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วน ส่วนในประเทศไทย การใช้ยาต้องเป็นไปตามข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติและอยู่ในการดูแลของแพทย์
ข้อจำกัดที่ควรรู้
- ยาไม่ได้รักษาอาการกรนโดยตรง: ยาช่วยเรื่องน้ำหนัก ซึ่งช่วยอาการกรนได้เฉพาะในผู้ที่น้ำหนักเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุ ถ้ากรนจากโครงสร้างขากรรไกรหรือโพรงจมูก ต้องรักษาที่สาเหตุนั้นร่วมด้วย
- OSA มักยังเหลืออยู่: เมื่อเทียบค่าตั้งต้นกับค่าที่ลดลง ค่า AHI เฉลี่ยหลังรักษาในงานวิจัยยังอยู่ประมาณ 20–26 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งยังจัดเป็นระดับปานกลาง ผู้ป่วยหลายคนจึงยังต้องใช้ CPAP หรือเครื่องมือทันตกรรมร่วมด้วย
- ศึกษาเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีภาวะอ้วน: ผลไม่สามารถใช้กับผู้ที่น้ำหนักปกติ
- น้ำหนักอาจกลับมา: การหยุดยาโดยไม่ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต อาจทำให้น้ำหนักกลับมาเพิ่มขึ้น
ใครไม่ควรใช้ หรือต้องระวังเป็นพิเศษ
แพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยทั่วไปยากลุ่มนี้ไม่เหมาะหรือต้องระวังเป็นพิเศษในผู้ที่
- ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือวางแผนตั้งครรภ์
- มีประวัติตนเองหรือคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารี (MTC) หรือกลุ่มอาการ MEN2
- เคยเป็นตับอ่อนอักเสบ หรือมีโรคถุงน้ำดี
- อายุต่ำกว่า 18 ปี
- แพ้ยาหรือส่วนประกอบของยา
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก และเบื่ออาหาร หากปวดท้องรุนแรง อาเจียนไม่หยุด หรือมีอาการแพ้ เช่น ผื่น หน้าบวม หายใจลำบาก ควรพบแพทย์ทันที
ลดน้ำหนักเพื่อแก้นอนกรนร่วมกับแพทย์ที่ Vitalsleep Clinic
เพราะการกรนและน้ำหนักส่งผลถึงกัน ที่ Vitalsleep Clinic เราจึงดูแลทั้งสองเรื่องไปพร้อมกัน
- ตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อวัดค่า AHI และระดับออกซิเจนขณะหลับ ทำให้รู้ว่าเป็นแค่กรน หรือมีภาวะหยุดหายใจระดับเล็กน้อย (5–15 ครั้งต่อชั่วโมง) ปานกลาง (15–30) หรือรุนแรง (30 ขึ้นไป) ดูรายละเอียดที่ Sleep Test ตรวจการนอนหลับ
- หาสาเหตุของการกรน ประเมินทางเดินหายใจ ขากรรไกร และโครงสร้างใบหน้า ว่าน้ำหนักเป็นสาเหตุหลักหรือมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย
- วางแผนดูแลน้ำหนักร่วมกับแพทย์ ผ่านโปรแกรมดูแลน้ำหนักเพื่อการนอนหลับ ทั้งเรื่องอาหาร การใช้ชีวิต และการนอน โดยแพทย์จะพิจารณาว่าควรใช้ยาช่วยลดน้ำหนักร่วมด้วยหรือไม่
- รักษาอาการกรนควบคู่ไประหว่างลดน้ำหนัก ในผู้ที่เป็น OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจต้องใช้เครื่อง CPAP หรือเครื่องมือทันตกรรมรักษานอนกรน ไปพร้อมกัน
- ตรวจการนอนหลับซ้ำหลังน้ำหนักลด เพื่อดูว่าควรปรับการรักษาหรือไม่
สรุป
- น้ำหนักเกินเป็นสาเหตุสำคัญของการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การลดน้ำหนัก 5–10% ช่วยได้ชัดเจน
- ถ้าคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วยังลดไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งต้องสั่งจ่ายและติดตามโดยแพทย์ มีผลข้างเคียง และไม่ได้แทนการรักษาอาการกรนโดยตรง
- ขั้นแรกที่สำคัญที่สุดคือการตรวจการนอนหลับ เพื่อรู้สาเหตุและระดับความรุนแรง แล้วจึงเลือกวิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน
คำถามที่พบบ่อย
ลดน้ำหนักแล้วจะหายกรนไหม?
ถ้าน้ำหนักเป็นสาเหตุหลัก อาการกรนมักลดลงชัดเจน แต่หลายคนยังกรนหรือยังมีภาวะหยุดหายใจหลงเหลือ โดยเฉพาะผู้ที่มีสาเหตุจากขากรรไกรหรือโพรงจมูกร่วมด้วย จึงควรตรวจการนอนหลับซ้ำหลังน้ำหนักลด
ผอมแต่นอนกรน เป็นไปได้ไหม?
เป็นไปได้ คนที่ไม่อ้วนก็กรนได้จากขากรรไกรเล็ก ลิ้นตก ต่อมทอนซิลโต หรือโพรงจมูกตีบ ในกลุ่มนี้การลดน้ำหนักไม่ใช่คำตอบ ควรตรวจเพื่อหาสาเหตุ
ยาลดน้ำหนักใช้แทน CPAP ได้ไหม?
ไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนการรักษาเอง ในงานวิจัย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังมีภาวะหยุดหายใจระดับปานกลางหลงเหลือหลังใช้ยา 1 ปี การปรับหรือหยุด CPAP ควรตัดสินจากผลตรวจการนอนหลับและคำแนะนำของแพทย์
เด็กที่นอนกรนและมีน้ำหนักเกินควรทำอย่างไร?
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กมีสาเหตุและแนวทางรักษาต่างจากผู้ใหญ่ ควรให้แพทย์ประเมินก่อน และไม่ควรใช้ยาลดน้ำหนักของผู้ใหญ่
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ยาที่กล่าวถึงเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายและติดตามผลโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อหรือใช้ยาเอง
เอกสารอ้างอิง
- Peppard PE, Young T, Palta M, Dempsey J, Skatrud J. Longitudinal study of moderate weight change and sleep-disordered breathing. JAMA. 2000;284(23):3015-21. doi:10.1001/jama.284.23.3015
- Georgoulis M, Yiannakouris N, Kechribari I, et al. Dose-response relationship between weight loss and improvements in obstructive sleep apnea severity after a diet/lifestyle intervention: secondary analyses of the “MIMOSA” randomized clinical trial. J Clin Sleep Med. 2022;18(5):1251-1261. doi:10.5664/jcsm.9834
- Malhotra A, Grunstein RR, Fietze I, et al. Tirzepatide for the Treatment of Obstructive Sleep Apnea and Obesity. N Engl J Med. 2024;391(13):1193-1205. doi:10.1056/NEJMoa2404881