คลินิกรักษานอนกรน

การรักษานอนกรนโดยไม่ผ่าตัด

การใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้บริเวณโคนลิ้น

(Radiofrequency at Base of Tongue : RF BOT)

การใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้บริเวณโคนลิ้นเป็นการผ่าตัดเล็กที่นิยมทำมาก เพื่อรักษาอาการนอนกรน และ/ หรือ มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ การรักษานอนกรนด้วยวิธีนี้ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใส่เครื่องมือที่เป็นเข็มชนิดพิเศษแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อบริเวณโคนลิ้น เพื่อส่งคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency) ให้เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนในเนื้อเยื่อดังกล่าว ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อเยื่อใต้เยื่อบุบางส่วนและเกิดเป็นพังผืดทำให้มีการหดตัวและลดปริมาตรบริเวณโคนลิ้น ซึ่งวิธีการรักษาการกรนด้วยวิธีนี้ สามารถลดขนาดของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่อุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น อาการนอนกรนก็จะน้อยลง ผู้ป่วยจะหายใจสะดวกมากขึ้น ได้มีการศึกษาผลของการใช้คลื่นความถี่วิทยุในบางรายที่มีอาการนอนกรนร่วมกับอาการคัดจมูกเรื้อรังร่วมด้วย พบว่าคลื่นวิทยุ สามารถลดอาการคัดจมูกได้ โดยผลลัพธ์นั้นยังคงอยู่ หลังการใช้คลื่นความถี่วิทยุนานถึง 5 ปี การรักษาอาการกรนด้วยวิธีนี้สามารถทำได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือภายใต้การดมยาสลบ ผู้ป่วยอาจต้องนอนโรงพยาบาลหลังรักษาเพื่อสังเกตอาการ 24 ชั่วโมง มีแผลที่เยื่อบุโคนลิ้นเพียงเล็กน้อย จึงไม่มีบาดแผลใดๆ ที่มองเห็นได้จากภายนอก อาการปวดหรือเจ็บแผลหลังผ่าตัดไม่มาก ผลการรักษาอาการกรนมักเห็นผลได้ใน 4-6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามไม่ใช่การรักษาที่คาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ถาวรตลอดไปเช่นเดียวกับการรักษานอนกรนชนิดอื่นๆ เนื่องจากในอนาคต ถ้าผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น อาการนอนกรนอาจกลับมาเป็นอีกได้ แต่ถ้าผลการรักษายังคงไม่เป็นที่น่าพอใจ สามารถทำซ้ำได้อีก วิธีนี้นิยมใช้ร่วมกับกับการผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนลิ้นไก่และผนังคอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

 การเตรียมตัวก่อนการรักษา

ผู้ป่วยที่จะรักษาโรคนอนกรนด้วยการใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้บริเวณโคนลิ้น (Radiofrequency at Base of Tongue : RF BOT) ควรจะรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น พักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันไข้หวัดหรือการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้ต้องเลื่อนการรักษาด้วยการใช้คลื่นความถี่วิทยุ สำหรับผู้ป่วยโรคนอนกรนที่รับประทานยาบางชนิด เช่น

ยาแอสไพริน หรือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ต้องหยุดยาก่อนผ่าตัดหลายวัน ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความพร้อมของผู้ป่วยสำหรับการผ่าตัด ซึ่งอาจต้องตรวจเลือด ภาพถ่ายรังสี หรือคลื่นหัวใจแล้วแต่ความจำเป็น

 

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้คลื่นความถี่วิทยุ

ผู้ป่วยที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุรักษานอนกรนอาจรู้สึกหายใจลำบากจากการบวมโคนลิ้น ซึ่งถ้าอาการรุนแรง อาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือเจาะหลอดลมคอ บางรายอาจเลือดออกจากแผลผ่าตัด ซึ่งปกติมักมีปริมาณน้อยและหยุดได้เอง ยกเว้นถ้าเลือดออกไม่หยุดอาจต้องไปทำการห้ามเลือดในห้องผ่าตัด ผู้ป่วยอาจกลืนไม่สะดวกเนื่องจากบวมและเจ็บโคนลิ้นในช่วงแรกได้ ซึ่งมักเป็นไม่เกิน 1 สัปดาห์ การรักษาอาการกรนด้วยวิธีนี้อาจมีความเสี่ยงต่อเส้นประสาทสมองคู่ที่ 12 ซึ่งมาเลี้ยงกล้ามเนื้อของลิ้นได้ แต่มีรายงานที่พบน้อยมาก (ไม่ถึงร้อยละ 1) และผู้ป่วยเกือบทุกรายพูดได้ชัดปกติ 

นอกจากความเสี่ยงจากการใช้คลื่นความถี่วิทยุแล้วยังมีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการใช้ยาชาเฉพาะที่ เช่น ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หูอื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เอง อย่างไรก็ตามแม้ว่าผลข้างเคียงที่รุนแรงจะพบได้น้อยมาก แต่ผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรน มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับและมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ มีโรคหัวใจหรือโรคปอดร่วมด้วย จะมีอัตราเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการแก้ปัญหานอนกรนด้วยวิธีนี้ได้สูงขึ้น

 

การปฏิบัติตนและสิ่งที่ควรทราบหลังใช้คลื่นความถี่วิทยุ

  1. ผู้ป่วยส่วนมากมักได้รับการรักษาร่วมกับการผ่าตัดบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือการรักษาในจมูก ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมักให้นอนพักในโรงพยาบาล หลังผ่าตัด 1-2 คืน เพื่อเฝ้าระวัง และสังเกตอาการ

  2. ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอ ราว 1 – 2 สัปดาห์ ซึ่งมักเป็นเนื่องจากการผ่าตัดอื่นที่ทำร่วมด้วยมากกว่า อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยที่รักษานอนกรนด้วยวิธีนี้มักจะได้รับยาที่จำเป็น เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ และ ยาลดบวมกลุ่มสเตียรอยด์ ร่วมด้วย

  3. หลังการใช้คลื่นความถี่วิทยุสัปดาห์แรก ทางเดินหายใจมักจะบวมขึ้น อาจทำให้หายใจไม่สะดวก และยังมีอาการกรน นอกจากนี้อาจมีเลือดออกได้ ดังนั้นควรอมน้ำเข็งหรือประคบเย็นที่คอบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการขับเสมหะแรงๆ ระวังไม่แปรงฟันเข้าไปในช่องปากลึกเกินไป งดเล่นกีฬาที่หักโหมหรือยกของหนักชั่วคราว นอนศีรษะสูง โดยใช้หมอนหนุน แต่ถ้าอาการเป็นรุนแรงขึ้นควรรีบไปโรงพยาบาลพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาทันที  

  4. ควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือ อาหารเหลวที่เย็น เช่น ไอศกรีม ไม่ควรรับประทานอาหารที่แข็งหรือร้อน หรือ รสเผ็ดรสจัดเกินไป อย่างน้อย 1 สัปดาห์แรกหลังใช้คลื่นความถี่วิทยุแก้ปัญหานอนกรน

  5. ควรรักษาความสะอาดในช่องปาก เช่น บ้วนปากและแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร 

  6. การนัดตรวจติดตามอาการ แพทย์จะนัดมาดูแผลครั้งแรกประมาณ 1 สัปดาห์หลังผ่าตัด และหลังจากนั้น 4 สัปดาห์ แพทย์จะนัดมาเพื่อประเมินผลการรักษา ถ้าอาการต่าง ๆ เช่น โรคนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับไม่ดีขึ้น แพทย์อาจจะพิจารณาการรักษาซ้ำหรือ แนะนำทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะสมมากกว่า ต่อไป

 

 

ติดต่อเรา

Vitalsleep Clinic (ไวทัล สลีป คลินิก)

128/364 ชั้น 33 อาคารพญาไทพลาซ่า(ติด BTS พญาไท) ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี 10400 กทม.

มือถือ   :   092-256-6800 

แฟกซ์  :   02-612-9187

LINE    : @vitalsleepclinic

เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30 น. - 20.00 น.

Email  : contact@vitalsleepclinic.com

Website : http://www.vitalsleepclinic.com

  • LINEa
  • Facebook Social Icon
  • Instagram Social Icon
  • YouTube Social  Icon