การแปลผลการตรวจการนอนหลับ และการรักษา

        การแปลผลการตรวจการนอนหลับ และการรักษา

        1.การตรวจการนอนหลับ (Sleep test) เป็นการตรวจเพื่อแยกระหว่าง
         - กรนธรรมดา: ผู้ป่วยมักไม่เดือดร้อน แต่คนรอบข้างเดือดร้อนจากเสียงดัง หรือผู้ป่วยอาจเดือดร้อน ในการเข้าสังคมร่วมกับผู้อื่น
         - กรนอันตราย: ผู้ป่วย และคนรอบข้างเดือดร้อน ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจมีอาการง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ทำให้เรียน หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ถ้าต้องขับรถ อาจเกิดอุบัติเหตุในท้องถนนได้ นอกจากนั้นจะมีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตในปอดสูง โรคหลอดเลือดในสมอง และอาจมีอายุสั้น อยู่ได้ไม่นาน โดยเฉพาะถ้าดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา ต่อชั่วโมง ≥ 20

        2. ผลการตรวจบ่งชี้ว่าท่านเป็น 
        · กรนธรรมดา ถ้า ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา ต่อชั่วโมง < 5
        · กรนอันตราย ถ้า ดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบา ต่อชั่วโมง ≥ 5 โดยมีความรุนแรงอยู่ในระดับ

 ดัชนีหยุดหายใจ และหายใจแผ่วเบา ต่อชั่วโมง

ระดับออกซิเจนในเลือดที่ต่ำที่สุดขณะนอนหลับ

น้อย

5 -14

86 – 90

ปานกลาง

15 – 29

70 – 85

รุนแรง

≥ 30

_ 69


       3. การรักษา มี 2 ทางเลือกคือ
           3.1) วิธีไม่ผ่าตัด
           - ให้ทดลองใช้ เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน (CPAP) ปกติเวลานอน เพดานอ่อน และลิ้นไก่ที่ยาว และโคนลิ้นที่โต จะตกลงมาบังทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ ลมที่เป่าเข้าไป จะไปผ่านทางเดินหายใจให้กว้างออก ทำให้ไม่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจ ผู้ป่วยไม่กรน และไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ควรทดลองใช้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ (ฟรี) ถ้าใช้แล้วดีขึ้น คิดว่าใช้ได้ แนะนำให้ซื้อใช้ แต่ต้องใช้ทุกคืน คืนใดไม่ใช้ ก็จะมีอาการกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอีก ซึ่งปัจจุบันตัวเครื่องมีขนาดเล็ก สามารถพกพาไปที่ไหนๆได้ค่อนข้างสะดวก การใช้เครื่องเป่าลมจะเหมือนการใส่แว่นตาใหม่ๆ คืออาจรู้สึกอึดอัดบ้างในช่วงแรก ต้องใส่ๆ ถอดๆ เมื่อชิน ก็จะใส่ได้เอง โดยสามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อขอลอง

· เครื่อง Manual โดยจะตั้งระดับความดันไว้กี่เซนติเมตรน้ำ ขึ้นกับผลของการปรับความดันขณะลองใช้เครื่องขณะตรวจการนอนหลับ (CPAP titration)
· เครื่อง Auto ซึ่งสามารถปรับความดันลมที่เป่าออกมาได้อัตโนมัติ ถ้าทางเดินหายใจตีบแคบมาก เครื่องจะปรับโดยใช้ความดันสูงเป่า ถ้าทางเดินหายใจตีบแคบน้อย เครื่องจะปรับโดยใช้ความดันน้อย

     ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ลองใช้เครื่องขณะตรวจการนอนหลับ (No CPAP titration) ควรขอลองเครื่อง Humidifier (เครื่องปรับอากาศให้อุ่น และชื้นขึ้น) ร่วมด้วยเสมอ เพราะการที่ลมเป่าจมูกเรื่อยๆ ถ้าเป็นลมที่แห้งและเย็น (โดยเฉพาะถ้านอนเปิดพัดลม หรือเปิดแอร์) จะทำให้เยื่อบุจมูกบวม เกิดอาการคัดจมูกได้ง่าย ซึ่งจะทำให้เครื่องเป่าลมที่เป็น Auto ต้องเพิ่มความดันมากขึ้น ในการเอาชนะโพรงจมูกที่ตีบแคบ อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัดมากขึ้นได้ หรือถ้าเป็นเครื่อง Manual ระดับความดันที่ตั้งไว้ อาจจะไม่พอในการเอาชนะโพรงจมูกที่ตีบแคบเพิ่มขึ้นมา ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษา อาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ผลต่ำกว่าปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับขณะที่ยังไม่มีเยื่อบุจมูกที่บวม เครื่อง Humidifier นี้ จะทำให้อากาศอุ่นและชื้นขึ้น คล้ายมีเครื่องอบซาวน่าอยู่ที่จมูก ทำให้ผู้ที่สวมใส่สบายขึ้น

- ลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกิน โดยควรลด ให้น้ำหนักอยู่ในระดับที่แพทย์แนะนำ เนื่องจาก
ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน จะมีไขมันมาพอกรอบคอ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบน ตีบแคบ การลดน้ำหนัก จะช่วยลดไขมันดังกล่าว ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น
- ในกรณีลองใช้เครื่องเป่าลม แล้วดีขึ้น แต่ไม่อยากใช้ หรือใช้แล้วอึดอัด นอนลำบาก แนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทำเครื่องมือทันตกรรม (Oral appliance) ปกติเวลานอนหงาย ขากรรไกรล่างและลิ้นจะตกตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบ การใส่เครื่องมือทันตกรรม จะช่วยยึดขากรรไกรบน และล่างเข้าด้วยกัน และเลื่อนขากรรไกรล่างมาทางด้านหน้า และป้องกันไม่ให้ลิ้นและขากรรไกรตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกว้างขึ้น

           3.2) วิธีผ่าตัด
              - ควรพิจารณาวิธีนี้ ถ้าผู้ป่วยได้ลอง CPAP และได้คุยกับทันตแพทย์ เกี่ยวกับเรื่องเครื่องมือทันตกรรมนอนกรนแล้ว ไม่ต้องการใช้ทั้ง CPAP และเครื่องมือทันตกรรมนอนกรน
              - การผ่าตัดไม่ได้รักษาให้อาการนอนกรน และ/หรือ ภาวะหยุดหายใจหายขาด หลังผ่าตัด อาการนอนกรนและ/หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจยังเหลืออยู่ หรือ มีโอกาสกลับมาใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สิ่งสำคัญ คือ
               3.2.1} ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้ดี อย่าให้เพิ่ม เนื่องจากการผ่าตัดเป็นการขยายทางเดินหายใจที่แคบให้กว้างขึ้น ถ้าน้ำหนักเพิ่มหลังผ่าตัด ไขมันจะไปสะสมอยู่รอบผนังช่องคอ ทำให้กลับมาแคบใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้อาการนอนกรน และ/หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ กลับมาเหมือนเดิมหรือแย่กว่าเดิมได้
               3.2.2} ต้องหมั่นออกกำลังกายเสมอ ให้กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนตึงตัวและกระชับ เนื่องจากหลังผ่าตัด เมื่ออายุผู้ป่วยมากขึ้น เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนจะหย่อนยานตามอายุ ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนกลับมาแคบใหม่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การหย่อนยานดังกล่าวช้าลง

ในผู้ป่วยบางราย อาจต้องมาผ่าตัดซ้ำเพื่อแก้ไขทางเดินหายใจที่แคบส่วนอื่นๆ หรือใช้เครื่อง CPAP หรือเครื่องมือทันตกรรม ร่วมด้วยหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด และจุดอุดกั้นทางเดินหายใจ และความรุนแรงของโรค

แบบสอบถามนอนกรน 

course

course

สมัครรับข่าวสารจากไวทัลสลีป
    ชื่อ
    นามสกุล
    เบอร์โทรศัพท์
    อีเมล์